สวัสดี Mi Fans และชาวมาบุญครองทุกท่านครับ

      วันนี้ผมมีมือถือตัวหนึ่งมารีวิวเช่นเคย โดยรุ่นนี้เป็นรุ่นใหม่ พึ่งเปิดตัวไปประมาณ 1 เดือน รุ่นแรกที่ใช้เทคโนโลยีกล้องแบบ Pop-up ที่พกคุณสมบัติเรือธงมาในตัวทั้งหมด ยกเว้นเพียงชิปเซ็ตที่ถูกลดลงมาจากรุ่นพี่อย่าง Mi 9T Pro ที่กำลังจะเปิดตัวเร็วๆนี้ โดยจะมากับ Snapdragon 730 ตัวรองท๊อป กล้อง 3 ตัว 3 ระยะ และแบตเตอรี่ที่มากถึง 4,000 mAh
      Mi 9T เป็นมือถือที่เพียบพร้อมเกือบทุกด้าน มีเกือบทุกคุณสมบัติที่ควรมี และยังมากับความคุ้มค่าในราคาระดับหมื่นนิดๆ ซึ่งการที่เราจะได้ความแรง ความเร็ว แบตเตอรี่ และชิปตัวใหม่แบบนี้ หาไม่ได้จากที่ไหน นอกจาก Mi 9T ตัวนี้แหละครับ โดย Mi 9T มี Spec ดังนี้
หน้าจอ : 6.39 นิ้ว Super AMOLED ความละเอียด FHD+ อัตราส่วน 19.5:9 แบบไร้ขอบไร้ติ่ง รองรับ Touch Sample Rate 180Hz 103.8% NTSC ครอบทับด้วยกระจก Gorilla Glass 5 และรองรับ HDR
CPU : 
Qualcomm Snapdragon 730
GPU : 
Adreno 618 พร้อม Game Turbo 2.0
กล้องหน้า : 
Motorized Pop-Up 20 MP f/2.2 กับพิกเซลขนาด 0.8micron
กล้องหลัง : 
48 MP f/1.8 (Sony IMX582) ขนาด ½ นิ้ว PDAF + 8 MP f/2.4 Telephoto 2X Optical Zoom ขนาด ¼ นิ้ว PDAF + 13MP f/2.4 Ultrawide ขนาด 1/3 นิ้ว มุมกว้าง 123 องศา
Ram :
 6 GB
ความจุภายใน : 
64 GB / 128 GB
ระบบปฎิบัติการ : 
Android 9.0 Pie ครอบทับด้วย MIUI 10.3.10 รุ่นล่าสุด
แบตเตอรี่ : 
4,000 mAh ชาร์จด้วย USB-C 18Watt รองรับทั้ง Quickcharge 4.0 และ Power Delivery 3.0

- Body –
      เครื่องที่ผมได้รับมาเป็นสี Carbon Black ก็จะได้รับฝาหลังลายคาร์บอนเคฟลาร์ กับวงแหวนสีแดงสะท้อนแสง ทำให้เราสามารถมองได้ชัด ว่านี่คือ Mi 9T Series ด้วยการที่ฝาหลังมีขอบด้านข้างโค้ง ตัวเครื่องมีความบาง ทำให้จับได้ถนัดมือมากๆ ตัวบอดี้ทั้งฝาหลังของตัวเครื่องและรอบๆจะเงาสะท้อนแสง แต่ก็อาจจะถูกเคสที่แถมมาในกล่องกัดได้ ตัวฝาหลังครอบทับด้วย Gorilla Glass 5 ทำให้ทนต่อรอยขีดข่วนได้ดีครับ ตัวกล้องหลัง 3 ตัว มีความนูนออกมาเล็กน้อย ใส่เคสที่ให้มาในกล่องสามารถคลุมกล้องได้ทั้งหมด ทำให้กล้องไม่โดนเวลาวางบนโต๊ะครับ
      ด้านล่างของตัวเครื่อง Mi 9T มากับลำโพงด้านขวาเพียงด้านเดียว มีเสียงที่ดังมากๆๆๆๆ เน้นไปทางเสียงที่ใส เคลียร์ มีเสียงสูงและเสียงกลางที่ชัดมากๆ แต่ก็น่าเสียดายที่แทบจะไม่มีเบสเลย มีความดังเป็นจุดเด่น เพราะดังถึง 90dB ระดับเสียงเครื่องตัดหญ้า! จากเรือธงปกติที่ยังเพียงประมาณ 80dB ด้านซ้ายเป็นถาดซิมคู่ ที่ไม่สามารถใส่ Micro SD Card ได้ และตรงกลางจะเป็นพอร์ต USB 2.0 Type C ตามสไตล์ของ Xiaomi ที่รองรับการชาร์จเร็ว 18Watt ทั้ง QuickCharge 4.0 และ Power Delivery 3.0
      ในส่วนของด้านข้าง ด้านขวาจะมีทั้งปุ่มล็อคหน้าจอ เพิ่มเสียง และลดเสียง ในฝั่งเดียวกันทั้งหมด มีปุ่มล็อคหน้าจอที่โดดเด่นเป็นสีแดง และด้านซ้ายจะไม่มีอะไรเลย เรียบสนิท และด้านบนเป็นส่วนของกล้อง Pop-up 20 Megapixel f/2.0 รูเสียบหูฟัง 3.5มม. แบบ Hi-Res และไมโครโฟนตัวที่ 2
- Highlights –

       สามารถจับต้อง Snapdragon 730 พร้อมระบบระบายความร้อนด้วยแผ่นกราไฟต์ 8 ชั้น แบตเตอรี่ 4,000 mAh ดีไซน์จอเต็มไร้ติ่งขอบบางพิเศษ พาแนลจอแบบ Super AMOLED ความสว่างถึง 720 nits และกล้อง Pop-up ที่ใช้มอเตอร์ในการเลื่อนแล้ว มาพร้อม Touch Sampling Rate 180Hz กล้อง 3 ระยะ ทั้ง Normal Telephoto Ultrawide รูหูฟัง 3.5มม. Hi-res และยังมีลำโพงที่ดังระดับเครื่องตัดหญ้า!

โดยหลังจากนี้จะเป็นส่วนของการใช้งานจริงแล้ว โดยผมก็จะเรียงลำดับเป็นหัวข้อตามนี้เพื่อให้ง่ายต่อการอ่านครับ
1. หน้าจอ, ความสว่าง, สีที่แสดงผล และการตอบสนองทัชสกรีน
2. ประสิทธิภาพ, การเล่นเกม และความร้อน
3. เสียงจากลำโพง และสายแปลงที่ให้มาในกล่อง
4. การใช้งานประจำวัน, GPS และ User Interface
5. กล้องหลัง 3 ตัว Triple AI Camera
6. แบตเตอรี่ และการชาร์จ

- หน้าจอ, ความสว่าง, สีที่แสดงผล และการตอบสนองทัชสกรีน –

      ในส่วนของด้านหน้าก็มากับหน้าจอขนาด 6.39 นิ้วแบบไร้ติ่งขอบบาง เป็นพาแนลแบบ Super AMOLED ความละเอียด FHD+ ตัวจอครอบด้วยกระจก 2.5D ที่เป็น Gorilla Glass 5 แต่ก็ยังแนะนำให้ติดฟิล์มนะ โดยมีขอบบางเล็กเรียวทั้ง 4 ด้าน พร้อมคางที่เล็กบางกว่าปกติ ไม่มีติ่งให้รำคาญสายตา โดยจะมีสีสันสวยงามตามฉบับของจอจาก Samsung ฟีลลิ่งในการทัชกรีนก็ถือว่าดีมากๆ ไม่มีทัชลั่นเอง ไม่มีความหน่วงของทัชให้เห็น พบกับความลื่นของทัชที่แท้จริง สมกับที่มี Touch Sampling Rate 180Hz แต่เมื่อติดฟิล์มกระจกก็เห็นได้ถึงความแย่ลงอย่างชัดเจนประมาณหนึ่ง หน้าจอมีความสว่างสูงถึง 720 nits มากเกินกว่าเรือธงเสียอีก เมื่อนำไปใช้จริงแล้วสามารถสู้แดดได้สบายๆ ไม่มีปัญหาครับ ในส่วนของสแกนลายนิ้วมือรุ่นที่ 7 ทำงานได้ไวมากๆ และมีพื้นที่สแกนลายนิ้วมือเพิ่มขึ้นมาพอสมควร ในช่วงแรกๆหลังจากจำรอยนิ้วมือจะตอบสนองได้อย่างรวดเร็วแบบไร้ที่ติ เร็วสะใจคนชอบสแกนนิ้วเร็วๆ แต่หลังจากประมาณ 5 วันก็จะสแกนได้ยากขึ้นเรื่อยๆ และสแกนไม่ติดบ่อยครั้งขึ้น
- ประสิทธิภาพ, การเล่นเกม และความร้อน –
    
      เรื่องของประสิทธิภาพของ Snapdragon 730 ชิปรองท๊อปของปีนี้นั้น มาพร้อมสถาปัตยกรรมใหม่ 8nm เป็นรองเพียง Snapdragon 845,855,855+ แต่กลับไม่สามารถเล่นปรับสุดได้ทั้ง ROV และ PubG โดย ROV นั้นสามารถปรับได้ในระดับ Medium +, High Framerate โดยเฟรมเรทก็จะเกาะอยู่ที่ 59-60 ในส่วนของ PubG จะปรับได้ระดับ Balanced+Ultra หรือ HD+High ซึ่งถ้าให้แนะนำ เล่น Balanced+Ultra จะดีกว่าครับ เฟรมเรทจะอยู่ในช่วง 45-55 ซึ่งไม่มีอาการตกให้เห็น และใช้ GPU ไม่เกิน 60% ถ้าใครอยากเล่นให้สุด สามารถใช้ GFX Tools อัดทุกอย่างเต็ม HDR+Extreme ปรับหน้าจอ Default ก็จะใช้ GPU ประมาณ 80-95% ซึ่งมันก็ยังอยู่ในระดับที่ Snapdragon 730 ยังสบายอยู่ครับ
 
      คะแนน Antutu ของ Mi 9T ไม่ใช่จุดเด่นเลยแม้แต่น้อย เพราะมีคะแนนเพียง 207,223 คะแนน ไม่เยอะใช่มั๊ยล่ะครับ แต่ถ้าเกิด Stresstest 15 นาทีแล้วก็จะมีอาการ Throttle น้อยมากๆ ไม่สามารถเทียบกับ Snapdragon 8xx Series ที่มักจะพบอาการ Throttle ได้เลย
      AndroBench วัดความเร็วของความจำภายในที่เป็น UFS 2.1 นั้นสามารถบอกได้ว่า ภายในของรุ่นนี้ให้มาจัดเต็มจริงๆ เพราะยังมีความเร็วการอ่านในระดับ 500MB/s และเขียนประมาณ 200MB/s เมื่อใช้งานจริงยังไม่พบอาการหน่วงแม้แต่ครั้งเดียว และยังโหลดแมพในเกมได้เร็วเป็นอย่างดี
- เสียงจากลำโพง และรูหูฟัง 3.5 มม. -
      ลำโพงของ Mi 9T จะมีเพียงหนึ่งตัวด้านล่างขวาของตัวเครื่อง เป็นลำโพงที่มีเสียงที่ดังสุดๆ ถ้าอยู่ที่เงียบๆอาจจะดังจนรบกวนห้องข้างๆได้ มีเสียงแหลมที่เด่น เสียงกลางคม แต่ไม่ค่อยมีเบส คาดว่าเป็นผลมาจากช่องว่างในลำโพง 0.9cc. ทำให้มีเสียงดังถึง 90dB เนื้อเสียงที่ออกมานั้นฟังได้สะใจสำหรับสายที่ชอบเสียงสูง แต่ถ้าสายเบสก็อาจจะไม่ถูกใจนัก
      รูเสียบหูฟัง 3.5มม. บนหัวเครื่องของ Mi 9T ให้เสียงที่ออกมาแบบไม่เสียรายละเอียดเลย มีเสียงที่มาเต็มที่ในทุกๆด้าน จากไฟล์ HiRes และ Master ของ Tidal โดยถ้าจะหา DAC ก็จะแนะนำเป็น DAC 3.5มม. ที่มีคุณภาพระดับสูงหน่อย และถ้าเป็นหางหนูก็จะแนะนำในระดับเกรดพรีเมียมหน่อยนะครับ ไม่งั้นจะไม่เห็นความต่างนะฮะ

- การใช้งานประจำวัน, GPS และ User Interface –
 
      Mi 9T มากับหน่วยความจำภายในแบบ UFS 2.1 มีการตอบสนองที่รวดเร็ว ไม่มีหน่วงให้เห็นสักครั้ง และยังสามารถโหลดเข้าเกมได้ไวมากๆเช่นกัน MIUI 10.3.10 ใน Mi 9T ยังคงพบ Bug เป็นจำนวนมาก ตามสไตล์รุ่นออกใหม่ โดยเราก็จะเจอทั้งจอค้าง กดอะไรก็ไม่ติดเลย เข้า Messenger แล้วแถบ Notification Bar กระพริบเป็นลายม้าลาย และยังพบการงงๆของการสแกนลายนิ้วมือ ที่ผ่านไปใกล้ๆครบอาทิตย์นึงก็จะเจอว่าสแกนไม่ผ่าน หรือผ่านยากเอง ต้องกดจำลายนิ้วมือใหม่ ในส่วนของ GPS ตัวนี้ถือเป็นตัวที่ทำให้ผมกลับมาเชื่อใจใน GPS ของ Xiaomi อีกครั้ง เนื่องจากสามารถแยกแยะได้อย่างชัดเจน ไม่ว่าเราจะเดินเพียงแค่ในห้าง ก็ยังมีทิศตรง ตำแหน่งเป๊ะ ไม่เคยหมุนให้เห็น ไม่เคยวาปแบบ Dual GPS ครับ ในการใช้งานประจำวันแบบไม่เล่นเกม แบตเตอรี่ของรุ่นนี้จะอยู่ได้ประมาณ 20 ชั่วโมง โดยจะมี Screen On time ได้ประมาณ 9-10 ชั่วโมง ก็จะเหลือแบตเตอรี่ประมาณ 10% แต่ถ้าอยู่ในที่แดดจัดๆอาจจะลดเวลาที่ใช้ได้ไปพอสมควรครับ


- กล้องหลัง 3 ตัว Triple AI Camera และกล้องหน้า Motorized Pop-up -




      Xiaomi Mi 9T มากับกล้องหลัง 3 ตัวที่เป็น 48 Megapixel f/1.8 (WithoutOIS) + 8 Megapixel f/2.4 2X Telephoto + 13MP f/2.4 Ultrawide พร้อม Electronic Image Stabilizer (EIS) กันสั่นในด้านวิดีโอ โดยจะสามารถถ่ายวีดีโอได้ถึง 4k 30fps แต่จากการนำไปลองถ่ายดู พบว่ายังมีอาการสั่นมากกว่ารุ่นอื่นๆที่มี OIS และถ้าถ่ายกลางคืนใน Pro Mode อาจจะต้องเกร็งครับ แต่สำหรับโหมดปกติ และ Night Mode กลับสามารถยืนถือได้อย่างสบายๆ ไม่ต่างกับรุ่นที่มี OIS นอกจากนั้น การที่มี AI Scene ของ Mi 9T ทำให้สามารถถ่ายภาพได้เหมาะกับสถานการณ์ โอกาสที่ภาพจะเบลอน้อยลงมาก กล้อง Telephoto ให้ภาพที่คมชัดกว่ารุ่นก่อนๆ เป็นกล้องที่ใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน และเห็นความต่างกับการเอากล้องหลักมาซูมอย่างชัดเจน ส่วนกล้อง Ultrawide เป็นแบบ Fixed Focus อาจจะทำให้ภาพไม่ชัดบางระยะ แต่ยังคงให้มุมที่แปลกตา และยังคงเปิดมุมมองใหม่ สามารถเก็บภาพในที่แคบได้เป็นอย่างดี นอกจากนั้นจุดเด่นของรุ่นนี้คือสามารถใช้ถ่ายวีดีโอ 4k 30fps ได้ทั้ง 3 กล้อง อีกด้วยครับ กล้องหน้าของ Mi 9T ที่เป็น 20MP f/2.0 Pop-up มีความคมชัดในระดับที่ดีถึงแม้จะเป็น Fixed Focus แต่ได้ระยะที่เราไม่ต้องยืดแขนไกลก็ชัดแล้ว ตัวกล้องใช้เวลาในการเลื่อนขึ้นลงมากกว่าปกติเล็กน้อย และพบว่าการจับการตกของเครื่องที่กล้องจะหุบเอง ยังคงไม่ได้หุบเร็วกว่าปกติ คือถ้าตกก็น่าจะโดนครับ อีกเรื่องคือตัวกล้องหน้านั้น ผมไม่พบอาการเก็บฝุ่น และไม่มีฝุ่นเข้าไปติดหรือไปขูดแต่อย่างใด ตัวไฟแสดง Notification Light ที่เป็นพลาสติกก็ยังคงไม่มีรอยแม้แต่น้อยครับ
      หลังจากนี้ก็จะเป็นภาพตัวอย่าง ที่เก็บจากกล้องทั้ง 3 ระยะ โดยในครั้งนี้จะไม่ได้ใช้ขาตั้งกล้องช่วยในการถ่ายแม้แต่ภาพเดียวครับ




















- แบตเตอรี่ และการชาร์จ –





      มาในส่วนสุดท้ายกันแล้วนะครับ แบตเตอรี่ของ Mi 9T ที่มีขนาดใหญ่ถึง 4,000 mAh เรียกได้ว่าอึดถึกทนอันดับต้นๆเลยแหละ เพราะถ้ารวมกับชิปประหยัดพลังงานแบบ Snapdragon 730 ที่มากับสถาปัตยกรรมใหม่ 8nm ทำให้มีการประหยัดพลังงานที่สูงมากๆ และนอกจากนั้น ยังได้จอ Super AMOLED ที่จะปิดเม็ดสีเมื่อเป็นสีดำ ทำให้ยืดอายุการใช้งานขึ้นไปอีก โดยจากภาพด้านบนมีการใช้งาน Screen On Time ประมาณ 7 ชั่วโมง 40 นาที ซึ่งก็ถือว่ามากกว่าปกติของผมใน 1 วันที่จะใช้ประมาณ 5 ชั่วโมง และส่วนมากจะใช้ WiFi นอกจากเรื่องแบตเตอรี่ก็จะเป็นเรื่องการชาร์จ การชาร์จของ Mi 9T รองรับทั้งมาตรฐาน Quickcharge 4.0 และ Power Delivery 3.0 ที่ 18 Watt ทั้งๆที่มีแบตเตอรี่ถึง 4,000 mAh Mi 9T ชาร์จด้วยความเร็ว 18Watt แบบเต็มที่ในช่วงเวลาหนึ่ง ทำให้รู้สึกได้ว่ารุ่นนี้ชาร์จไม่ช้า จากที่รุ่นอื่นๆที่รองรับเช่นกัน แต่ส่วนมากจะสามารถใช้ได้จริงประมาณ 15-16Watt
      การชาร์จของ Mi 9T เต็มภายใน 1 ชั่วโมง 10 นาที และการเร่งจาก 10% ถึง 60% เป็นไปได้เร็วเป็นที่น่าพอใจ ดังนั้นสำหรับการออกไปข้างนอกใน 1 วัน ถ้าไม่ใช่คนที่ติดเกม เล่นปรับหนักๆ เล่น 3-4 ชั่วโมงต่อวัน แบตเตอรี่ของ Mi 9T ก็เพียงพอสำหรับในแต่ละวันแบบชิลล์ๆครับ


ข้อดีของ Mi 9T

- มากับ Snapdragon 730 และมีการระบายความร้อนด้วยแผ่นกราไฟต์ 8 ชั้น ทำให้ตัวเครื่องระบายความร้อนได้อย่างรวดเร็ว ไม่ร้อน และไม่ Throttle
- ทัชสกรีนดีมากๆ เป็นอันดับต้นๆ ของ Xiaomi (ถ้าไม่ติดฟิล์มกระจก)
- มีแบตเตอรี่ใหญ่ถึง 4,000 mAh พอสำหรับแต่ละวันอย่างแน่นอน แต่ก็ไม่ได้ชาร์จช้าเลย
- กล้องสามารถถ่ายได้ดีในทุกสภาพแสง มี AI Scene ช่วย และยังไม่เป็นปัญหาเมื่อถ่ายในที่มืด และตัวกล้องมีความนูนน้อย ทำให้ใส่เคสแล้วไม่ต้องห่วงเรื่องกล้องจะขูด
- Wifi 5GHz สามารถใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพ มากกว่า 330 Mbps
- ตัวเครื่องเบา บาง จับเข้ามือได้เป็นอย่างดี และยังคงให้ความรู้สึกแข็งแรง
- ดีไซน์ของตัวเครื่องเป็นหน้าจอไร้ขอบ ที่มีขอบบางคางบางเป็นพิเศษ ทันยุคสมัยและดูดี
- มี Notification Light ด้านบนของกล้องหน้า เมื่อวางบนโต๊ะก็จะเห็นได้ชัดเจน
- สามารถชาร์จได้เร็วมากๆ และยังมีการตัดไฟอัตโนมัติเมื่อชาร์จเต็ม
- มีการอัพเดตอย่างต่อเนื่อง และประกาศเตรียมการอัพเดต Android Q แล้ว ก็จะอยู่ในกลุ่มแรกของการอัพเดต หลังจาก Mi 9, Mi 9T Pro และ Redmi K20 Pro เลย
- GPS มีความเสถียรสูงมากๆ เป๊ะทุกระเบียดนิ้ว ไม่มีหมุนวน ทิศเพี้ยนแต่อย่างใด
- ลำโพงด้านล่างตัวเครื่องมีความดังสุดๆถึง 90dB ระดับเครื่องตัดหญ้า นึกไม่ออกก็ตามที่ฝรั่งเขาต้องใส่ที่ครอบหูกันเสียงในระหว่างตัดหญ้าเลยครับ
- เสียงจากรูหูฟัง 3.5มม. สามารถฟังไฟล์แบบ Hi-Res และ Master ได้แบบไม่เสียรายละเอียด รู้สึกได้ชัดว่ามีคุณภาพที่ดีมากๆ และดีกว่ารุ่นอื่นๆที่ไม่ใช่เรือธงแบบเห็นได้ชัดครับ

ข้อพิจารณา

- กล้องหน้าเลื่อนขึ้นลงยังคงใช้เวลาพอสมควร ไม่เป็นที่น่าพอใจ และการเก็บกล้องเมื่อตรวจจับได้ว่าเครื่องหลุดมือ ยังช้าเกินไป
- สแกนลายนิ้วมือบนหน้าจอรุ่นที่ 7 เมื่อสแกนทิ้งไว้ซักระยะหนึ่งจะช้าลง และสแกนได้ยาก แต่ในช่วงแรกๆนั้น สแกนได้เร็วมากจนน่าตกใจ เรื่องนี้อัพเดตก็น่าจะหายครับ
- ลำโพงด้านล่างตัวเครื่องมีเบสน้อยกว่าปกติ แต่ก็ไม่ได้แย่ขนาดนั้นครับ
- ไมโครโฟนทั้ง 2 ตัว เมื่อใช้ถ่ายวีดีโอแล้วพบว่ายังเก็บเสียงได้ไม่ดีนัก คุณภาพที่ได้ยังคงอยู่ในระดับที่รู้สึกได้ว่ายังไม่ใช่
- ตัวเครื่องไม่สามารถเพิ่ม micro SD Card ได้ ทำให้ถ้าเกิดความจำไม่พอก็จำเป็นต้องพึ่งบริการฝากไฟล์บนอินเตอร์เน็ตครับ ถ้าให้แนะนำก็แนะนำให้ซื้อ 128GB จะดีกว่า
- USB Type-C ยังคงมีความเร็วแบบ USB 2.0 ตามสไตล์ของ Xiaomi ซึ่งอาจจะไม่เหมาะกับคนที่ชอบถ่ายโอนไฟล์ครับ
- Mi 9T ยังคงเป็น 4G+ LTE แบบ 2CA จากที่ปีที่แล้ว Xiaomi มีมือถือที่เป็น 3CA แต่ในปีนี้กลับยังไม่มีที่ใช้ได้ในไทยแม้แต่รุ่นเดียวครับ

Mi 9T เป็นรุ่นที่มีข้อดีข้อเสียให้พิจารณาพอสมควร เพราะด้วยความที่ Xiaomi พยายามที่จะให้ความคุ้มค่าที่สูงที่สุด ในราคาที่ต่ำที่สุด ทำให้ต้องลดต้นทุนในบางส่วนลงไป ส่วนที่จะเป็นข้อควรพิจารณามีเพียงวัสดุภายนอก ซึ่งถ้าหากจะติดฟิล์มรอบเครื่องอยู่แล้วก็จะสามารถใช้ได้อย่างสบายใจ นอกจากนั้นก็ไม่มีอะไรให้น่าคิดมาก นอกจากซื้อและซื้อครับ และในปัจจุบัน Mi 9T มีราคาที่เริ่มต้นที่ 11,990 บาทเท่านั้น ซึ่งเราไม่สามารถหาคู่แข่งที่มีกล้องทั้งหมด 3 ระยะ และมีชิปถึง Snapdragon 730 ในราคานี้ได้เลย นอกจากนั้นยังมากับคุณสมบัติเรือธง ข้อพิจารณาของรุ่นนี้ส่วนใหญ่ไม่ใช่จุดที่จำเป็น และบางส่วนสามารถอัพเดตเพื่อแก้ไขได้ ดังนั้นไม่ใช่เรื่องที่ต้องกังวลเลยครับ ถ้าชอบก็สามารถสั่งซื้อได้เลย

ในการสั่งซื้อ สามารถสั่งได้ผ่านทาง Mi Store ทุกสาขา, เครือข่ายมือถือ AIS หรือจะเป็น LazadaMall ที่จัดจำหน่ายโดย Xiaomi Thailand เพราะฉะนั้นแล้ว หมดห่วงในเรื่องของปัญหาและบริการหลังการขาย เพราะเป็นเครื่องศูนย์ไทย ประกัน 1 ปีเต็มแน่นอนครับ
Link: https://s.lazada.co.th/s.Z5sYv
ในช่วงนี้ Lazada มีโปรโมชั่น แถม Mi Band 4  ถึง 23 สิงหาคมนี้ มูลค่า 1,290 บาท คุ้มค่ามากๆครับ

ถ้าชอบการรีวิวก็อย่าลืมกด Like และกด Share กันนะครับ นอกจากนั้นยังสามารถติดตามเพจของเราได้ที่
Page : http://www.facebook.com/newisreviewer
โดยเพจของเราจะมีข่าวสารใหม่ๆ รีวิวให้ได้รับชมกันเรื่อยๆครับ

2 ความคิดเห็น

  1. รายละเอียดเยอะดีมากเลยครับ เพียงพอต่อการวิเคราะห์ว่าจะซื้อเครื่องไหน ประทับมากๆครับ

    ตอบลบ
  2. กำลังหาโทรศัพท์ใหม่อยู่พอดีเลย

    ตอบลบ

แสดงความคิดเห็น

ใหม่กว่า เก่ากว่า